กลับไปบทความทั้งหมด

The Warmth Journal

PTSD กับการใช้สารเสพติด

ตรวจทานทางการแพทย์โดย ดร.นพ. กนก อุตวิชัย
ห้องให้คำปรึกษาของเดอะ วอร์ม รีแฮบ มีเก้าอี้สองตัวหันเข้าหากันริมหน้าต่างมองเห็นสวน

คนส่วนใหญ่ที่มีภาวะ PTSD ไม่ได้เดินเข้าโรงพยาบาลแล้วบอกว่า “ผมคิดว่าผมเป็น PTSD” แต่มัก มาด้วยเรื่องอื่น เช่น นอนไม่หลับมาหลายเดือน ดื่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ หรือคนในบ้านทนไม่ไหวแล้วพามา

บทความนี้อธิบายว่าบาดแผลทางใจกับการใช้สารเสพติดเกี่ยวข้องกันอย่างไร และทำไมแนวทางการดูแล ในช่วงหลังจึงเปลี่ยนไปจากเดิม

อาการแบบไหนที่ควรเริ่มสงสัย

ลองสังเกตว่าหลังจากเหตุการณ์บางอย่าง เช่น อุบัติเหตุ ความรุนแรงในบ้าน การสูญเสีย หรือการถูกทำร้าย คนคนนั้นเปลี่ยนไปในลักษณะนี้หรือไม่

ข้อสุดท้ายคือจุดที่หลายครอบครัวเห็นก่อนเพื่อน และมักเข้าใจว่าเป็นปัญหาตั้งต้น ทั้งที่บ่อยครั้ง มันคือวิธีที่เขาใช้จัดการกับสามข้อแรก

PTSD คืออะไรกันแน่

PTSD หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ ไม่ได้แปลว่า “เคยเจอเรื่องหนักมา” องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ใน ICD-11 ว่าต้องมีสามอย่างเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่มีเหตุการณ์ในอดีต ได้แก่ การหวนนึกถึงเหตุการณ์ราวกับกำลังเกิดขึ้นอีก การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เตือนความทรงจำนั้น และความรู้สึก ว่ายังมีภัยคุกคามอยู่ตลอด ร่วมกับผลกระทบต่อการใช้ชีวิตจริง

ICD-11 ยังเพิ่มการวินิจฉัยอีกแบบที่เกี่ยวข้องกับผู้อ่านหลายคน คือ Complex PTSD หรือ บาดแผลทางใจซับซ้อน ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ที่ยืดเยื้อและเกิดซ้ำ เช่น ความรุนแรงในครอบครัวที่กินเวลา หลายปี หรือการถูกทำร้ายตั้งแต่เด็ก นอกจากอาการของ PTSD แล้วยังมีอีกสามอย่าง คือควบคุมอารมณ์ ได้ยาก มองตัวเองในแง่ลบอย่างฝังลึก และมีปัญหาในการรักษาความสัมพันธ์ คู่มือ DSM-5 ของอเมริกา ไม่ได้แยกภาวะนี้ออกมา

ความต่างตรงนี้สำคัญ เพราะคนที่มี Complex PTSD มักผ่านการรักษามาแล้วหลายรอบ รอบที่จัดการ อาการฝันร้ายได้ แต่ไม่ได้แตะสามข้อหลังเลย

ทำไมบาดแผลทางใจกับสารเสพติดถึงมักมาด้วยกัน

ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่เข้ารับการบำบัดการเสพติด มีภาวะ PTSD ร่วมด้วยในขณะนั้น ตัวเลขนี้มา จากฐานงานวิจัยที่ European Society for Traumatic Stress Studies ใช้ประกอบข้อแนะนำปี 2023

พูดง่าย ๆ คือ คนที่มีทั้งสองอย่างไม่ใช่เคสพิเศษในสถานบำบัด แต่เป็นเคสที่พบได้พอ ๆ กับเคสทั่วไป

กลไกก็ตรงไปตรงมา สารเสพติดกดอาการตื่นตัวเกินและทำให้ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาเบาลง ซึ่งได้ผลจริง แต่ได้ผลชั่วคราว พอฤทธิ์หมด อาการเดิมกลับมา ส่วนการเสพติดยังอยู่ต่อ

และคนที่มีทั้งสองภาวะมีแนวโน้มอาการรุนแรงกว่า กลับไปใช้ซ้ำบ่อยกว่า และเลิกกลางคันมากกว่าคนที่มี อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่การรักษาด้านเดียวมักไม่พอ

ควรรักษาอะไรก่อน ใจ หรือการเลิกสาร

คำตอบตามแนวทางล่าสุดคือ ทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ข้อแนะนำของ ESTSS ปี 2023 ระบุว่าการบำบัดที่เน้นบาดแผลทางใจโดยตรง ควบคู่กับการรักษาการเสพติด คือแนวทางที่ได้ผลที่สุดต่ออาการ PTSD และระบุชัดว่า “การมีภาวะเสพติดร่วมด้วย ไม่ควรเป็นเหตุให้ ผู้ป่วยถูกกันออกจากการรักษา PTSD ที่มีหลักฐานรองรับ” นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เลือก การรักษาแบบควบคู่เมื่อถูกถาม

แนวคิดเดิมที่บอกว่า “เลิกให้ได้ก่อน ค่อยมาคุยเรื่องใจ” มาจากความกังวลที่สมเหตุสมผลว่าการรื้อเรื่องเก่า อาจกระตุ้นให้กลับไปใช้ซ้ำ แต่หลักฐานไม่สนับสนุนให้ใช้เป็นกฎตายตัว

สิ่งที่หลักฐานสนับสนุนคือข้อควรระวังสองข้อ ซึ่งสถานบำบัดควรบอกตามตรง คือผลการรักษาโดยเฉลี่ยของ คนที่มีทั้งสองภาวะจะน้อยกว่าคนที่มี PTSD อย่างเดียว และอัตราการเลิกกลางคันสูงกว่า

นั่นไม่ใช่เหตุผลให้เลื่อน แต่เป็นเหตุผลให้เลือกที่ที่มีทีมพร้อมดูแลทั้งสองด้าน

ยกเว้นเรื่องเดียวที่ต้องมาก่อนเสมอ คือความปลอดภัยทางร่างกาย ถ้ามีการติดสุราหรือยากลุ่ม เบนโซไดอะซีปีน การถอนพิษภายใต้การดูแลของแพทย์ ต้องมาก่อน การบำบัดจิตใจ เพราะอาการถอนของทั้งสองอย่างอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การถอนพิษเป็นขั้นตอนความปลอดภัย ไม่ใช่การรักษา

การรักษามีอะไรบ้าง

EMDR เป็นวิธีที่มีน้ำหนักหลักฐานมากที่สุด องค์การอนามัยโลก แนวทาง NICE ของอังกฤษ และแนวทาง VA/DoD ปี 2023 ต่างแนะนำสำหรับ PTSD โดยมีงานวิจัยแบบสุ่มรองรับจำนวนมาก

จิตบำบัดความคิดและพฤติกรรมที่เน้นบาดแผลทางใจ (Trauma-focused CBT) เป็นอีกทางเลือกหลัก ในแนวทางสากลเกือบทุกฉบับ

Brainspotting เป็นวิธีที่ เดอะ วอร์ม รีแฮบ ใช้ควบคู่กับ EMDR ตามความเหมาะสมทางคลินิก ขอบอกตามตรงว่างานวิจัยที่ตีพิมพ์ให้ผลไปในทางบวก แต่ปริมาณงานวิจัย ยังน้อยกว่า EMDR มาก และยังไม่ปรากฏในแนวทางการรักษาหลักระดับสากล จึงใช้เป็นส่วนเสริมสำหรับ ผู้ที่ตอบสนองดี ไม่ใช่ใช้แทนวิธีที่มีแนวทางรองรับ

Internal Family Systems (IFS) ใช้มากในกรณี Complex PTSD ที่ประเด็นอยู่ที่มุมมองต่อตัวเอง มากกว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

ที่เดอะ วอร์ม รีแฮบ การดูแลทั้งหมดนี้อยู่ในแผนเดียวกัน ไม่แยกเป็นคนละบริการ โดยมีเวนดี้ นักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญ Brainspotting และ IFS ดูแลด้านบาดแผลทางใจ ส่วนการดูแลทางการแพทย์ อยู่ภายใต้ ดร.นพ. กนก อุตวิชัย ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการถอนพิษและการฟื้นฟูมากกว่า 18 ปี ทั้งภาครัฐและเอกชนในเชียงใหม่

ครอบครัวช่วยได้อย่างไร

สิ่งที่ครอบครัวทำได้จริงมีไม่กี่อย่าง แต่มีน้ำหนักมาก

อย่างแรกคือ หยุดตีความว่าเป็นเรื่องนิสัย คนที่ตื่นตัวเกินตลอดเวลาไม่ได้กำลังทำตัวยาก ระบบ เตือนภัยของเขาค้างอยู่ในตำแหน่งเปิด

อย่างที่สองคือ อย่ากดดันให้เล่า การบังคับให้พูดถึงเหตุการณ์ในบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย ไม่ใช่การบำบัด และอาจทำให้แย่ลง ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดในห้องบำบัด

อย่างที่สามคือ เข้าร่วมด้วย โปรแกรมครอบครัวบำบัด ของเรามีการให้ คำปรึกษาครอบครัวอย่างน้อย 2 ครั้ง เพราะการฟื้นตัวของคนหนึ่งคนเกิดขึ้นในบ้านที่เขากลับไปอยู่ ไม่ใช่ ในห้องบำบัดอย่างเดียว


หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้เพราะกำลังนึกถึงใครบางคนอยู่ ทีมงานของเรายินดีพูดคุยกับคุณอย่างเป็นความลับ โดยยังไม่ต้องตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น

หากมีความคิดทำร้ายตัวเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การรับรองและพันธมิตร

มาตรฐานที่ไว้วางใจได้

เดอะ วอร์ม รีแฮบ ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและมาตรฐาน SHA Plus พร้อมเป็นพันธมิตรกับ Recovery.com และ Thailand Recovery

ตราสัญลักษณ์กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ตราสัญลักษณ์ SHA Plus จาก Amazing Thailand Safety and Health Administration
พันธมิตร
โทรหาเรา แชทกับเรา